วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เพชรช่วยลดความร้อนคอมพิวเตอร์



เพชรช่วยลดความร้อนคอมพิวเตอร์ ดร. สตีเฟน เพราเวอร์ จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า "ควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถใช้เพชรในการเพิ่มประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ ไม่ให้เครื่องมีความร้อน เนื่องจากคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นทั้งกินไฟและไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งความไร้ประสิทธิภาพนี้ทำให้เครื่องถ่ายเทความร้อนออกมามาก โดยเฉพาะผู้ที่ใช้แล็ปท็อปจะทราบดี คอมพิวเตอร์จึงต้องอยู่ในห้องแอร์เพื่อรักษาเครื่องให้เย็น" ควอนตันคอมพิวเตอร์จะเป็นคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่ก่อให้เกิดความร้อน สามารถใช้ในอุณหภูมิห้องได้ แต่ต้องใช้เพชรมาเป็นส่วนประกอบ ซึ่งเพชรเม็ดเล้กๆ ที่มีไนโตรเจนอะตอมจะทำหน้าที่เป็นคิวบิต ส่วนอีเลคตรอนในเพชรสามารถควบคุมโดยคลื่นไมโครเวฟหรือเลเซอร์ทั้งนี้ คอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปแม้จะเก็บข้อมูลได้มาก แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้ในการคำนวณการถอดรหัส เช่น การถอดรหัสพันธุกรรม จึงมีผู้คิดพัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์ขึ้น โดยนักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสมมุติฐานไว้ว่า ถ้าคำนวณข้อมูลขนาด 250 บิต คอมพิวเตอร์ทั่วไปจะใช้เวลาคำนวณถึง 100 ปี แต่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ใช้เวลาคำนวณไม่ถึง 4 นาที

จัดนิทรรศการเปิดตัว"หุ่นยนต์"มีความรู้สึก



พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์อังกฤษเพิ่งจัดนิทรรศการ "อีโมติบอตส์" หรือ "หุ่นยนต์ที่มีความรู้สึก" ขึ้น โดยพระเอกของงานคือ "ฮาร์ตโรบอต" ส่วนผู้ช่วยพระเอกคือ "เฮ็กซาพอด""ฮาร์ตโรบอต" เป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์จาก "ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ เดอะ เวสต์ ออฟ อิงแลนด์" เมืองบริสทอล มันเป็นหุ่นยนต์ที่มีปฏิกิริยาโต้ตอบกับเสียงที่อยู่รอบตัว ถ้าได้ยินเสียงเบาๆ มันจะมีท่าทีผ่อนคลาย แต่ถ้าจู่ๆ เกิดเสียงดัง มันจะมีท่าทางตื่นเต้น รูปลักษณ์ภายนอกของ "ฮาร์ตโรบอต" คล้ายกับหุ่นกระบอกรวมกับหุ่นยนต์ ขนาดเท่ากับเด็กเล็ก เด็กแต่ละคนจะเล่นกับ "ฮาร์ตโรบอต" แตกต่างกัน ส่วน "เฮ็กซาพอด" เป็นหุ่นยนต์เหล็ก 6 ขา คล้ายกับแมงมุม มันจับภาพใบหน้าของผู้ที่ผ่านหน้ามันได้ ถ้าจ้องมองมันตรงๆ มันจะโหลดภาพหน้าของเราไว้ในคอมพิวเตอร์ นางฮอลลี่ เคฟ ผู้จัดนิทรรศการ กล่าวว่า "เราต้องการให้เด็กๆ มีความใกล้ชิดและสื่อสารกับหุ่นยนต์ เพื่อช่วยกระตุ้นให้เด็กมีความสนใจทางวิทยาศาสตร์ ในอนาคตนั้นหุ่นยนต์ที่มีความรู้สึกและมีนิสัยแตกต่างกันจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งประเด็นนี้ได้สร้างคำถามทางจริยธรรมและศีลธรรมขึ้นมา"

ipod ความบันเทิงทำลายสุขภาพหู



ความบันเทิงของหนุ่มสาวยุคดิจิตอล ที่เรียกว่า ipod เป็นเรื่องที่ต้องพึงระมัดระวังเสียแล้ว เมื่อมีรายงานข่าวแจ้งว่า หนุ่มน้อยชาวอังกฤษต้องหูแตกเพราะฟังไอพอดนี่แหละ
ทอม วิลคินสัน ชอบฟังดนตรีแสดงสดด้วยระดับเสียงเกิน 100 เดซิเบลตามผับเป็นประจำ วันไหนไม่ได้ไปผับ หนุ่มนักพัฒนาไอทีจากเมืองท็อปแชม มณฑลเดวอนรายนี้ เปิดเครื่องเล่น MP3 ด้วยระดับเสียงแบบฟังเผื่อคนรอบข้างเป็นประจำ
เสียงเพลงนั้นดังขนาดทำให้หูอื้อ แต่พ่อหนุ่มบอกว่า "ผมฟังแบบนี้จนชินซะแล้ว"
ทอมมักรู้สึกหูอื้อจนกระทั่งเข้านอน แต่พอตื่นขึ้นมาตอนเช้า เสียงหวิ่งๆ นั้นก็หายไป
กระทั่งวันหนึ่ง เจ้าหนุ่มรู้สึกว่า เสียงหวิ่งๆ นั่นยังดังไม่หาย แล้วจากนั้นมันก็ดังหวิ่งๆ เรื่อยมา เขาไปหาหมอแผนกการได้ยินที่เมืองเอ็กเซ็ตเตอร์ หมอบอกว่าเซลล์หูของเขาได้เสียไปแล้วอย่างถาวร เพราะการได้รับฟังเสียงดังอย่างต่อเนื่อง
หมอบอกว่า สภาพแบบนี้รักษาไม่ได้ แต่แนะวิธีที่จะฝึกให้สมองพยายามไม่ใส่ใจกับเสียงนั่น
"ผมปรับตัวทำใจอยู่กับสภาพหูอื้อแบบนี้ได้ แต่ตอนเครียดหรือไม่สบาย อาการจะแย่ลงมาก" ทอมบอก และว่าเขาอาจหูหนวกในที่สุด
อาการหูอื้อเป็นสัญญาณเริ่มแรกของภาวะหูหนวกหรือหูตึง อาการจะแย่ลงเมื่อมีอายุมากขึ้นๆ "แต่ก่อนเรานึกว่ามีแต่คนแก่ที่จะเจอปัญหานี้ ถ้าผมรู้ว่าคนอายุน้อยอย่างผมก็เป็นได้ ผมก็คงระวังมากกว่านี้"
คนทุกคนจะหูตึงเมื่อแก่ตัว ผู้ใหญ่วัย 80 ราว 9 ใน 10 คนจะสูญเสียการได้ยิน แต่แนวโน้มที่น่าวิตกก็คือ พวกเขาฟังเพลงคนหนุ่มคนสาวที่มีอาการหูตึงมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะที่มีการควบคุมระดับเสียงดังตามโรงงานและที่ทำงาน เด็กหนุ่มสาวมักทำตัวเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน
นอกจากไปฟังเพลงเสียงดังกระหึ่มตามผับหรืองานคอนเสิร์ตแล้ว วัยรุ่นจำนวนมากยังเปิดเพลงจากเครื่องเล่น MP3 กรอกเข้าหูตัวเองด้วยระดับวอลลุ่มสูงลิ่ว ปัญหาก็คือเด็กเหล่านี้ไม่ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงที่ว่า
หน่วยงานการกุศล Deafness Research UK ได้เริ่มเดินสายรณรงค์เตือนพวกวัยรุ่นถึงภัยอันตรายนี้ หลังสำรวจพบว่า กว่าครึ่งไม่ได้ตระหนักว่าเวทีคอนเสิร์ต ผับ และเครื่องเล่นเพลง สามารถทำให้หูพิการได้ ผลสำรวจยังพบด้วยว่า คนกลุ่มหนุ่มสาวในวัย 16-34 ปี ราว 1 ใน 7 ชอบฟังเพลง MP3 เฉลี่ยสัปดาห์ละกว่า 28 ชั่วโมง
วิเวียน ไมเคิล ผู้บริหารของหน่วยงานวิจัยปัญหาการได้ยินของอังกฤษแห่งนี้ บอกว่า การปฏิวัติ MP3 ช่วยให้ใครต่อใครได้ฟังเพลงที่ชอบตลอดเวลาที่ต้องการ ผลที่น่าวิตกก็คือ คนเหล่านี้อาจหูหนวกอย่างถาวรและหูอื้อก่อนวัยอันควร
เวลานี้ผู้คนหลายล้านมีเครื่องเล่น MP3 ซึ่งสามารถเร่งเสียงได้ถึงระดับ 105 เดซิเบล การได้ยินเสียงดังเกิน 85 เดซิเบลอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถทำให้สูญเสียการได้ยินอย่างถาวรได้แล้ว
เมื่อเสียงเข้าสู่ช่องหูก็จะทำให้แก้วหูสั่น แรงสั่นจะผ่านไปยังกระดูกเล็กๆ 3 ชิ้น และเข้าไปถึงหูชั้นในและและหูชั้นในรูปหอยโข่ง ซึ่งมีเซลล์ขนเล็กๆ ที่ตอบสนองต่อความถี่ระดับต่างๆ แล้วส่งไปยังประสาทเสียงเพื่อให้สมองตีความ
หากเซลล์ขนที่อ่อนไหวเหล่านี้ ถูกอัดด้วยเสียงดังลั่นเป็นประจำ มันจะทำงานหนักเกินตัวแล้วเสียหายอย่างถาวร เซลล์ขนจะไม่ฟื้นตัวและไม่อาจซ่อมแซมได้
นั่นหมายความว่า ความสามารถในการรับฟังเสียงในบางช่วงความถี่จะสูญเสียไปอย่างถาวร อาการที่บ่งบอกก็คือ เราจะไม่สามารถแยกแยะเสียงต่างๆ ออกจากเสียงแบ็กกราวด์ได้
เดวิด แม็กอัลไพน์ ผู้อำนวยการสถาบันหู มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน บอกว่า ระบบเสียงรุ่นใหม่ๆ กำลังทำให้เด็กหนุ่มสาวมีความเสี่ยงอย่างร้ายแรง
"ไม่ต้องสงสัยเลย นี่คือระเบิดเวลา เราจะหูตึงกันหมดในที่สุด แต่เด็กพวกนี้จะหูตึงตั้งแต่อายุยังน้อย"
ที่มา นสพ.เอ็กไซต์