วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2551

4 คุณสมบัติหลัก ที่ Netbook ควรมี


Netbook หรือ Mini Notebook ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ควรมีคุณสมบัติพื้นฐานอย่างน้อย 4 ข้อ ต่อไปนี้... ทุกวันนี้โน้ตบุ๊คขนาดเล็กที่เรียกว่า Netbook กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ รุ่นที่ได้รับความนิยมไม่น้อยก็อย่างเช่น Eee PC ของ Asus และ Aspire One ของ Acer ซึ่งหันมาเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ที่ชอบความกะทัดรัด ไม่แพง และใช้ง่าย
แต่ใครจะรู้ล่ะว่าจริงๆ แล้วคุณสมบัติพื้นฐานของ Netbook ที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ใฝ่หานั้นเป็นอย่างไร ผลการสำรวจดังต่อไปนี้ เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกามาบอกเล่าสู่กันฟัง ซึ่งอาจจะเป็นแนวทางสำหรับผู้ผลิตที่คิดจะเพิ่มยอดขายในไทยได้เช่นกัน
คุณสมบัติพื้นฐานที่ผู้บริโภคอยากได้จาก Netbook มีอยู่อย่างน้อย 4 ข้อ ได้แก่
1. แบตตเตอรี่ควรใช้ได้นานอย่างน้อย 4 ชั่วโมง สำหรับการเปิดเครื่องนานติดต่อกันโดยไม่เสียบปลั๊กเลย แต่จริงๆ แล้วผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการแบตเตอรี่ที่ใช้ได้นาน “ทั้งวัน” เพราะตัวเครื่องที่เล็ก ทำให้คนมักจะคิดว่ามันไม่น่าจะกินไฟมากนักนั่นเอง
2. ควรมีระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนอกเหนือจาก wifi ในกรณีที่ผู้ใช้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่มีสัญญาณ wifi เช่น การ์ด 3G ซึ่งเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือได้ (ในสหรัฐใช้ 3G เป็นเรื่องปกติ แต่ในเมืองไทย???)
3. ขอแค่มี hardware พื้นฐาน แต่ระบบต้องแรงพอตัว เพราะผู้ใช้ Netbook ย่อมไม่ต้องการการ์ดจอที่หรูหรา แต่กินไฟแบตเตอรี่มหาศาล ขอแค่มีลำโพงที่พอใช้ได้ คีย์บอร์ดที่สบายนิ้วมือ จอที่สบายตา แค่นั้นก็พอ ส่วนความแรงนั้น ขณะนี้ Netbook ในตลาดถือว่ามีอยู่พอตัว เพราะส่วนใหญ่ใช้ชิพ Intel Atom เป็นมาตรฐานแล้ว
4. ตัวเครื่องควรแข็งแรง ทนทานพอควร เพราะโดยธรรมชาติของการใช้งาน Netbook ย่อมจะถือไปใช้งานนอกบ้านอยู่แล้ว บางครั้งเครื่องอาจมีการกระแทกหรือตกหล่นบ้าง ก็ต้องไม่พังอย่างง่ายดาย

ตะลึง! สุดประหลาด..."รุ้งหงาย" บนฟ้า


เคยเห็นแต่ภาพสายรุ้งตั้งพาดท้องฟ้าอย่างสวยงาม แต่ท้องฟ้าที่เมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ทำให้ผู้ที่พบเห็นประหลาดใจ ที่เจอรุ้งหงายบนฟ้าเหมือนรูป "หน้ายิ้ม"
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "เซอร์คัมซีนิทัล อาร์ค (Circumzenithal arc)" แม้จะคล้ายรุ้งแต่ไม่ใช่รุ้ง เพราะเกิดจากการหักเหของแสงอาทิตย์ ผ่านผลึกน้ำแข็งแนวนอนที่มีขนาดเท่าๆ กับเม็ดเกลือในก้อนเมฆบางประเภท
เวบไซต์ http://funscience.gistda.or.th/rainbow/skyobserver.html อธิบายไว้ว่า "เซอร์คัมซีนิทัล อาร์ค" มีรูปร่างเป็นโค้งสีรุ้ง ขนาดประมาณ 1 ใน 4 ของวงกลม จุดศูนย์กลางอยู่ที่จุดกลางฟ้า สีฟ้าจะอยู่ด้านในของโค้ง ขณะที่สีแดงจะอยู่ด้านนอกของโค้ง เป็นตำแหน่งสีที่ตรงข้ามกับรุ้งกินน้ำ
"เซอร์คัมซีนิทัล อาร์ค" เกิดเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ที่ตำแหน่ง 0-32.2 องศาจากขอบฟ้า แต่ที่ 0 องศา และ 32.2 องศาจะสว่างน้อยมาก และสว่างที่สุดเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่ง 22 องศา มันมีสีสันสดใสมากกว่า "รุ้งกินน้ำ หรือเรนโบว์" ที่เกิดจากฝนตก
ดร.แจ๊กเกอลีน มิตตัน นักแอสโตรฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ผู้ที่ถ่ายรูปรุ้งหงายไว้ได้ กล่าวว่า "ตั้งแต่ฉันเกิดมาจนตอนนี้อายุ 60 ปี ก็เพิ่งเคยเห็นรุ้งหงายเป็นครั้งแรก รุ้งหงายต้องเกิดเมื่อสภาพทุกๆ อย่างบนท้องฟ้าอยู่ในลักษณะเหมาะสม คือก้อนเมฆมีผลึกน้ำแข็ง และท้องฟ้าแจ่มใส แต่ก็น่าประหลาดใจเหมือนกันที่เห็นที่เคมบริดจ์ เพราะปกติแล้วรุ้งหงายจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวกว่านี้"
"เซอร์คัมซีนิทัล อาร์ค" จะหายไปจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็วมาก เพราะเมฆที่มีผลึกน้ำแข็งเคลื่อนที่ไปที่อื่น แม้ในกลุ่มเมฆจะมีผลึกน้ำแข็งมากมาย แต่ "รุ้งหงาย" จะเกิดขึ้นโดยกลุ่มเมฆต่ำ คือ 20,000-25,000 ฟุตเท่านั้น
ส่วนชื่อของ "เซอร์คัมซีนิทัล อาร์ค" มาจากการที่จุดศูนย์กลางของมันอยู่ตรงที่จุดกลางฟ้า หรือ "ซีนิท" นับเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นยากกว่าเห็น "รุ้งกินน้ำ" และ "พระอาทิตย์ทรงกลด"

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เพชรช่วยลดความร้อนคอมพิวเตอร์



เพชรช่วยลดความร้อนคอมพิวเตอร์ ดร. สตีเฟน เพราเวอร์ จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า "ควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถใช้เพชรในการเพิ่มประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ ไม่ให้เครื่องมีความร้อน เนื่องจากคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นทั้งกินไฟและไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งความไร้ประสิทธิภาพนี้ทำให้เครื่องถ่ายเทความร้อนออกมามาก โดยเฉพาะผู้ที่ใช้แล็ปท็อปจะทราบดี คอมพิวเตอร์จึงต้องอยู่ในห้องแอร์เพื่อรักษาเครื่องให้เย็น" ควอนตันคอมพิวเตอร์จะเป็นคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่ก่อให้เกิดความร้อน สามารถใช้ในอุณหภูมิห้องได้ แต่ต้องใช้เพชรมาเป็นส่วนประกอบ ซึ่งเพชรเม็ดเล้กๆ ที่มีไนโตรเจนอะตอมจะทำหน้าที่เป็นคิวบิต ส่วนอีเลคตรอนในเพชรสามารถควบคุมโดยคลื่นไมโครเวฟหรือเลเซอร์ทั้งนี้ คอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปแม้จะเก็บข้อมูลได้มาก แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้ในการคำนวณการถอดรหัส เช่น การถอดรหัสพันธุกรรม จึงมีผู้คิดพัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์ขึ้น โดยนักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสมมุติฐานไว้ว่า ถ้าคำนวณข้อมูลขนาด 250 บิต คอมพิวเตอร์ทั่วไปจะใช้เวลาคำนวณถึง 100 ปี แต่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ใช้เวลาคำนวณไม่ถึง 4 นาที

จัดนิทรรศการเปิดตัว"หุ่นยนต์"มีความรู้สึก



พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์อังกฤษเพิ่งจัดนิทรรศการ "อีโมติบอตส์" หรือ "หุ่นยนต์ที่มีความรู้สึก" ขึ้น โดยพระเอกของงานคือ "ฮาร์ตโรบอต" ส่วนผู้ช่วยพระเอกคือ "เฮ็กซาพอด""ฮาร์ตโรบอต" เป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์จาก "ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ เดอะ เวสต์ ออฟ อิงแลนด์" เมืองบริสทอล มันเป็นหุ่นยนต์ที่มีปฏิกิริยาโต้ตอบกับเสียงที่อยู่รอบตัว ถ้าได้ยินเสียงเบาๆ มันจะมีท่าทีผ่อนคลาย แต่ถ้าจู่ๆ เกิดเสียงดัง มันจะมีท่าทางตื่นเต้น รูปลักษณ์ภายนอกของ "ฮาร์ตโรบอต" คล้ายกับหุ่นกระบอกรวมกับหุ่นยนต์ ขนาดเท่ากับเด็กเล็ก เด็กแต่ละคนจะเล่นกับ "ฮาร์ตโรบอต" แตกต่างกัน ส่วน "เฮ็กซาพอด" เป็นหุ่นยนต์เหล็ก 6 ขา คล้ายกับแมงมุม มันจับภาพใบหน้าของผู้ที่ผ่านหน้ามันได้ ถ้าจ้องมองมันตรงๆ มันจะโหลดภาพหน้าของเราไว้ในคอมพิวเตอร์ นางฮอลลี่ เคฟ ผู้จัดนิทรรศการ กล่าวว่า "เราต้องการให้เด็กๆ มีความใกล้ชิดและสื่อสารกับหุ่นยนต์ เพื่อช่วยกระตุ้นให้เด็กมีความสนใจทางวิทยาศาสตร์ ในอนาคตนั้นหุ่นยนต์ที่มีความรู้สึกและมีนิสัยแตกต่างกันจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งประเด็นนี้ได้สร้างคำถามทางจริยธรรมและศีลธรรมขึ้นมา"

ipod ความบันเทิงทำลายสุขภาพหู



ความบันเทิงของหนุ่มสาวยุคดิจิตอล ที่เรียกว่า ipod เป็นเรื่องที่ต้องพึงระมัดระวังเสียแล้ว เมื่อมีรายงานข่าวแจ้งว่า หนุ่มน้อยชาวอังกฤษต้องหูแตกเพราะฟังไอพอดนี่แหละ
ทอม วิลคินสัน ชอบฟังดนตรีแสดงสดด้วยระดับเสียงเกิน 100 เดซิเบลตามผับเป็นประจำ วันไหนไม่ได้ไปผับ หนุ่มนักพัฒนาไอทีจากเมืองท็อปแชม มณฑลเดวอนรายนี้ เปิดเครื่องเล่น MP3 ด้วยระดับเสียงแบบฟังเผื่อคนรอบข้างเป็นประจำ
เสียงเพลงนั้นดังขนาดทำให้หูอื้อ แต่พ่อหนุ่มบอกว่า "ผมฟังแบบนี้จนชินซะแล้ว"
ทอมมักรู้สึกหูอื้อจนกระทั่งเข้านอน แต่พอตื่นขึ้นมาตอนเช้า เสียงหวิ่งๆ นั้นก็หายไป
กระทั่งวันหนึ่ง เจ้าหนุ่มรู้สึกว่า เสียงหวิ่งๆ นั่นยังดังไม่หาย แล้วจากนั้นมันก็ดังหวิ่งๆ เรื่อยมา เขาไปหาหมอแผนกการได้ยินที่เมืองเอ็กเซ็ตเตอร์ หมอบอกว่าเซลล์หูของเขาได้เสียไปแล้วอย่างถาวร เพราะการได้รับฟังเสียงดังอย่างต่อเนื่อง
หมอบอกว่า สภาพแบบนี้รักษาไม่ได้ แต่แนะวิธีที่จะฝึกให้สมองพยายามไม่ใส่ใจกับเสียงนั่น
"ผมปรับตัวทำใจอยู่กับสภาพหูอื้อแบบนี้ได้ แต่ตอนเครียดหรือไม่สบาย อาการจะแย่ลงมาก" ทอมบอก และว่าเขาอาจหูหนวกในที่สุด
อาการหูอื้อเป็นสัญญาณเริ่มแรกของภาวะหูหนวกหรือหูตึง อาการจะแย่ลงเมื่อมีอายุมากขึ้นๆ "แต่ก่อนเรานึกว่ามีแต่คนแก่ที่จะเจอปัญหานี้ ถ้าผมรู้ว่าคนอายุน้อยอย่างผมก็เป็นได้ ผมก็คงระวังมากกว่านี้"
คนทุกคนจะหูตึงเมื่อแก่ตัว ผู้ใหญ่วัย 80 ราว 9 ใน 10 คนจะสูญเสียการได้ยิน แต่แนวโน้มที่น่าวิตกก็คือ พวกเขาฟังเพลงคนหนุ่มคนสาวที่มีอาการหูตึงมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะที่มีการควบคุมระดับเสียงดังตามโรงงานและที่ทำงาน เด็กหนุ่มสาวมักทำตัวเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน
นอกจากไปฟังเพลงเสียงดังกระหึ่มตามผับหรืองานคอนเสิร์ตแล้ว วัยรุ่นจำนวนมากยังเปิดเพลงจากเครื่องเล่น MP3 กรอกเข้าหูตัวเองด้วยระดับวอลลุ่มสูงลิ่ว ปัญหาก็คือเด็กเหล่านี้ไม่ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงที่ว่า
หน่วยงานการกุศล Deafness Research UK ได้เริ่มเดินสายรณรงค์เตือนพวกวัยรุ่นถึงภัยอันตรายนี้ หลังสำรวจพบว่า กว่าครึ่งไม่ได้ตระหนักว่าเวทีคอนเสิร์ต ผับ และเครื่องเล่นเพลง สามารถทำให้หูพิการได้ ผลสำรวจยังพบด้วยว่า คนกลุ่มหนุ่มสาวในวัย 16-34 ปี ราว 1 ใน 7 ชอบฟังเพลง MP3 เฉลี่ยสัปดาห์ละกว่า 28 ชั่วโมง
วิเวียน ไมเคิล ผู้บริหารของหน่วยงานวิจัยปัญหาการได้ยินของอังกฤษแห่งนี้ บอกว่า การปฏิวัติ MP3 ช่วยให้ใครต่อใครได้ฟังเพลงที่ชอบตลอดเวลาที่ต้องการ ผลที่น่าวิตกก็คือ คนเหล่านี้อาจหูหนวกอย่างถาวรและหูอื้อก่อนวัยอันควร
เวลานี้ผู้คนหลายล้านมีเครื่องเล่น MP3 ซึ่งสามารถเร่งเสียงได้ถึงระดับ 105 เดซิเบล การได้ยินเสียงดังเกิน 85 เดซิเบลอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถทำให้สูญเสียการได้ยินอย่างถาวรได้แล้ว
เมื่อเสียงเข้าสู่ช่องหูก็จะทำให้แก้วหูสั่น แรงสั่นจะผ่านไปยังกระดูกเล็กๆ 3 ชิ้น และเข้าไปถึงหูชั้นในและและหูชั้นในรูปหอยโข่ง ซึ่งมีเซลล์ขนเล็กๆ ที่ตอบสนองต่อความถี่ระดับต่างๆ แล้วส่งไปยังประสาทเสียงเพื่อให้สมองตีความ
หากเซลล์ขนที่อ่อนไหวเหล่านี้ ถูกอัดด้วยเสียงดังลั่นเป็นประจำ มันจะทำงานหนักเกินตัวแล้วเสียหายอย่างถาวร เซลล์ขนจะไม่ฟื้นตัวและไม่อาจซ่อมแซมได้
นั่นหมายความว่า ความสามารถในการรับฟังเสียงในบางช่วงความถี่จะสูญเสียไปอย่างถาวร อาการที่บ่งบอกก็คือ เราจะไม่สามารถแยกแยะเสียงต่างๆ ออกจากเสียงแบ็กกราวด์ได้
เดวิด แม็กอัลไพน์ ผู้อำนวยการสถาบันหู มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน บอกว่า ระบบเสียงรุ่นใหม่ๆ กำลังทำให้เด็กหนุ่มสาวมีความเสี่ยงอย่างร้ายแรง
"ไม่ต้องสงสัยเลย นี่คือระเบิดเวลา เราจะหูตึงกันหมดในที่สุด แต่เด็กพวกนี้จะหูตึงตั้งแต่อายุยังน้อย"
ที่มา นสพ.เอ็กไซต์

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551


ประวัติความเป็นมาของ วันแม่
ชาวอเมริกันเป็นผู้กำหนดให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการขึ้น และผู้ที่พยายามเรียกร้องให้มีวันแม่ในอเมริกา คือ แอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย แต่กว่าเธอจะประสบความสำเร็จก็ครบ 2 ปีพอดีในปี ค.ศ.1914 (พ.ศ.2457) โดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือดอกคาร์เนชั่น ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ให้ประดับตกแต่งบ้าน หรือประตูด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ประดับด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาว
สำหรับในประเทศไทยนั้นมีการจัดงานวันแม่ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2486 ณ.สวนอัมพร โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จัดงาน แต่เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไปโดยปริยาย หลังจากผ่านพ้นวิกฤติสงครามไปแล้ว หลายหน่วยงานได้พยายามรื้อฟื้นให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง แต่กำหนดวันแม่ที่ประชาชนนิยม และเป็นที่รับรองของรัฐบาล คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2493 กำหนดงานวันแม่ในวันนี้ยังดำเนินต่อมาอีกหลายปี ก็ต้องมาหยุดชะงักลงอีก ด้วยเหตุผลที่ว่าสภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน ซึ่งก็คือกระทรวงวัฒนธรรมที่ถูกยุบไปนั่นเอง
ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย เห็นว่าควรมีการจัดงานวันแม่ต่อไป จึงได้รื้อฟื้นงานวันแม่ขึ้นมาอีก และได้กำหนดให้จัดงานวันแม่ คือวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวก็เลิกไป จนกระทั่งในปี พ.ศ.2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เห็นว่าควรกำหนดวันแม่ให้แน่นอนเสียที จึงได้กำหนดวันแม่ใหม ่โดยให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และ กำหนดให้ดอกมะลิเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ตั้งแต่นั้นมา
เหตุผลที่ให้ดอกมะลิ เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ ก็เนื่องจาก ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกลและหอมได้นาน อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่มีวันเสื่อมคลาย...
นักภาษาศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำว่า "แม่" ของทุก ๆ ภาษา มาจากการออกเสียงของเด็ก โดยคำขึ้นต้นด้วยพยัญชนะริมฝีปากคู่ (Bilabial) ได้แก่ ม , พ , ป ,บ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นพยัญชนะชุดแรกที่เด็กสามารถทำเสียงได้ โดยการใช้ริมฝีปากบนและล่าง ดังเช่น
ภาษาไทย แม่
ภาษาจีน ม๊ะ หรือ ม่า
ภาษาฝรั่งเศส la mere (ลา แมร์)
ภาษาอังกฤษ mom , mam
ภาษาโซ่ ม๋เปะ
ภาษามุสลิม มะ
ภาษาไทใต้คง เม

แม่. . . ไม่เคยหลอกให้เราหลงรัก เพราะเราเต็มใจรักแม่ โดยไม่ต้องหลง
แม่. . . อาจเคยตีเราให้เจ็บ แต่ไม่เคยทำให้เราเจ็บหัวใจ

แม่. . . ส่งเสียเรา แต่เราต้องส่งเสียแฟน
แม่. . . ไม่เคยบอกเลิก

แม่. . . เป็นแบงค์ส่วนตัวที่เวลากู้ไม่เคยคิดดอกเบี้ย และไม่ค่อยทวงคืน

แม่. . . เห็นเราเดินแก้ผ้าตั้งแต่เล็ก โดยไม่เคยติเรื่องรูปร่าง

แม่. . . เป็นคนที่เห็นเราดีกว่า แฟนของแม่เสมอ ขอหอมแม่ไม่ยากเท่าขอหอมแฟน
แม่. . . ยอมตัดสะดือตัวเองเพื่อให้เราเกิดมา

แม่. . . สอนให้เราพูดได้ เพื่อจะไปบอกรักแฟนตอนโต

แม่. . . ยอมเป็นยายอ้วนลงพุงตั้ง 9 เดือน เพื่อให้เราอาศัยอยู่ข้างใน
ในประเทศไม่มี . . . “วันแฟนแห่งชาติ” เหมือนวันแม่ รู้ว่าความรักของแม่ ยิ่งใหญ่กว่าแฟนแล้ว. . . คุณอยากบอกแม่ว่าอะไรดี. . .? อย่ารอโอกาส หรือรอเวลาบอกรักแม่เฉพาะ “วันแม่” เท่านั้น . . .เพราะวันเวลาอาจทำให้คุณ . . . ไม่มีโอกาสบอกรักแม่ก็เป็นได้ เหตุผล..ที่เราควรรัก "แม่" มากกว่า "แฟน"

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

สุริยุปราคาเต็มดวง 1 ส.ค.นี้


การเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ครั้งที่ 5 ของศตวรรษ ที่ 21 หรือ Saros 126 (วัฏจักร การเกิด อุปราคา) วันที่ 1 ส.ค. 51 นี้ที่จะเกิดขึ้นในต่างประเทศ มีกลุ่มประเทศที่มองเห็นได้เต็มดวง คือ แคนนาดา กรีนแลนด์ สำหรับไทยที่จังหวัดในแถบภาคเหนือ และอีสาน เช่นเชียงใหม่ และหนองคาย จะเริ่มเกิดปรากฏการณ์ตั้งแต่เวลา 17.53 น. เป็นต้นไป
นายวรวิทย์ ตันวุฒิบัณฑิต นักดาราศาสตร์ภูมิปัญญาท้องถิ่น กล่าวที่หอดูดาวบัณฑิต ตลาดบางบ่อ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ว่าจะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคา มองเห็นได้เต็มดวในต่างประเทศ หลายประเทศ และเห็นได้บางส่วนในประเทศไทย วันที่ 1 สิงหาคมนี้
การเกิดปรากฏการณ์ดาราศาสตร์สุริยุปราคาเกิดจากการเรียงตัวในแนวระนาบเดียวกันของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก เกิดในช่วงกลางวัน โดยเงามืดของดวงจันทร์บังโลก หากโลกโคจรผ่านเงามัวของดวงจันทร์ เราเรียกว่า "สุริยุปราคาบางส่วน" แต่หากโลกโคจรผ่านแกนของเงามืดของดวงจันทร์เราเรียกว่า "สุริยุปราคาเต็มดวง" ทั้งนี้ สุริยุปราคาเต็มดวงที่เกิดขึ้น ขอบฟ้าทั้งหมดจะเป็นสีส้มหรือสีแดงอมม่วง เช่นเดียวกับสีท้องฟ้าหลังอาทิตย์ตก ในช่วงการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง สามารถมองเห็นดวงดาวและดาวเคราะห์ที่สว่าง พร้อมเห็นวงแหวนของดวงอาทิตย์ก็จะมองเห็นได้อย่างชัดเจน ท้องฟ้าที่มืดขึ้น จะทำให้ปฏิกริยาของพืชและสัตว์เปลี่ยนแปลงตามระดับความมืดเพิ่มขึ้น ดอกไม้บางชนิดอาจจะปิด สัตว์อาจจะประพฤติตัวอย่างเช่นในกลางคืน ตามแสงอ่อนลงอย่างรวดเร็ว เช่น ค้างคาว
สำหรับสุริยุปราคาเต็มดวงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ในหลายประเทศ ได้แก่ แคนาดา รัฐเซีย มองโกลเลีย และทางตอนเหนือของจีน ส่วนในประเทศไทยนั้น มองเห็นได้เป็นจันทรุปราคาบางส่วน สามารถเห็นปรากฏการณ์นี้ทั่วประเทศทุกภาค ช่วงเวลาที่เกิดปรากฏการณ์โดยเฉลี่ยในประเทศไทยเริ่มตั้งแต่เวลา 17.58 น. เป็นต้นไป โดยจะเริ่มมองเห็นบนท้องฟ้าทางด้านทิศทิศตะวันตกตั้งแต่เริ่มปรากฏการณ์จนอาทิตย์ลับขอบฟ้า อันจะเป็นประโยชน์แก่การศึกษาด้านดาราศาสตร์
ในการชมปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ ห้ามมองด้วยตาเปล่าโดยเด็ดขาด เนื่องจากจะเป็นอันตรายต่อดวงตา การชมใช้แผ่นกรองแสงจากดวงอาทิตย์ หรือใช้กระจกที่รมควันอย่างหนาจึงจะปลอดภัย แต่จะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเพียงเฉพาะช่วงก่อนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าได้ 2 นาทีที่แสงอ่อนลงแล้วเท่านั้น
ด้านนายบุญเลิศ ไพรินทร์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา จ.ฉะเชิงเทรา หรือโหร ส.ว. กล่าวว่า อิทธิพลสุริยุปราคา มีอิทธิพลทางดาราศาสตร์เช่นกันแต่น้อยกว่าอิทธิพลดวงดาว ที่ขณะนี้ดาวอังคารโคจรทับดาวเสาร์และเล็งดาวมฤตยู ที่ล้วนเป็นดาวบาปเคราะห์ ส่งผลร้ายกับดวงโลกและดวงเมือง ดาวพฤหัสบดีที่ให้คุณเดินวิปริตถอยหลังให้คุณไม่ได้ จะเป็นช่วงวิกฤตแก่บ้านเมืองอันเกิดการเปลี่ยนแปลงสูงสุดในขณะนี้ จนถึงวันที่ 9 สิงหาคมนี้ ที่พอบรรเทาแต่ยังวิกฤต จะต้องผ่านพ้นถึง 16 กันยายนนี้ สถานการณ์ด้านต่าง ๆ จะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และจะดีเรื่อย ๆ ไปในระหว่างตั้งแต่เดือนมีนาคม - เมษายน 2552 เป็นต้นไป